Pagani Huayra BC ไวร่า บีซี

 

เรื่องราวของนวตักรรมรถยนต์ของโลกถือว่าตอนนี้เดินทางมาอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่ทำให้หลายคนต้องอึ้ง และอุทานออกมาว่า สวยมาก พร้อมด้วยเครื่องยนต์ที่ทุกคนต้องอยากจะได้ยินเครื่องของรถแต่ละรุ่นที่คุณชอบ ประกอบด้วยด้วยความหรูหรา และความปลอดภัยที่ทาง ผู้ผลิตนั้นเขาก็ได้เอาใจใส่และต่างหาไอเดียใหม่เพื่อตอบสนองของความต้องการของทุกคน แน่นอนว่าวันนี้เราขอนำเสนอ รถยนต์สปอร์ตซูเปอร์คาร์ที่บอกเลยว่า มีดีไซน์ที่สวยงาม ราคาเท่าไหร่เราก็ติดตามกัน  กับรถสปอร์ต จากประเทศอิตาลีกับ ค่าย pagani ด้วยเครื่องยนต์ที่ต้องบอกเลยว่าเป็นแบบ ไวร่า บีซี  เครื่องยนต์ใช้ AMG V12 ขนาด 6 ลิตร เทอร์โบคู่ พร้อมมีแรงม้ามากถึง 800 แรงม้า โดยใช้เกียร์อัตโนมัติ  7สปีดเลยทีเดียวพร้อมด้วยน้ำหนักเพียง 1350 กิโลกรัม แน่นอนว่าหลายคนคงสงสัยว่า ไวร่าบีซ๊ คืออะไร แน่นอนว่า เป็นรุ่นที่ทางpagani นั้นเนี่ยเขาได้พัฒนามาต่อจาก ไวร่า โดยการใช้วัสดุที่ดีมีคุณภาพเช่นเดิมและแข็งแรงกว่าเดิม พร้อมด้วยน้ำหนักที่ลงจากเดิมอีกด้วย แน่นอนเพื่อต้องการของคนที่ชอบรถยนต์แบบซูปเปอร์คาร์ ถ้าพูดเรื่องราวของราคาคันนี้รุ่นนี้แล้วละก่อนบอกเลยว่า อยู่ที่ 2.5 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือถ้าคิดเป็นเงินไทยแล้วละก็บอกเลยว่า ต้องมีร้อยล้านขึ้นไปถึงจะซื้อมาขับได้ อยู่ประมาณที่ 87575000 บาท รุ่นนี้ผลิตออกมาแค่ 20 คันเท่านั้นเองและแน่นอนว่า ตอนนี้ขายหมดแล้วจร้ากับรถรุ่นนี้ ถือว่าเป็นรถซูเปอร์คาร์ที่มีราคาแพงแต่ด้วยดีไซน์และการใช้งานบอกเลยว่าคุ้มค่าเป็นอย่างมากสำหรับคนที่ได้เป็นเจ้าของ

นิสสันโน๊ตอีพาวเวอร์

 

อีกหนึ่งค่ายรถยักใหญ่จากแดนอาทิตย์อุทัยที่ได้เปิดตัวรถบ้านตัวใหม่ที่เน้นควาสะดวกสบายของตัวรถที่เน้นไปทางลู้ค้าทำงานออฟฟิตที่ต้องการรถคู่กายและยังประหยัดNissan Note e-Power : Series Hybrid ยังไม่มีใครรู้ว่าจะจำหน่ายในบ้านเราเมื่อไหร่เพราะผู้คนเริ่มให้ความสนใจในขุมพลัง e-Power ด้วยสมรรถนะการขับขี่ในช่วง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงภายใน 8 วินาทีและประหยัดน้ำมันชนิดว่าแตกต่างกว่ารถยนต์ปกตินั้นเพราะ Series Hybrid เป็นการนำมอเตอร์ไฟฟ้ามาถ่ายทอดสู่ล้อโดยตรงโดยทาง Yutaka Sanada รองประธานอาวุโส Nissan Motor และดำรงตำแหน่งผู้บริหาร Nissan แห่งเอเชีย-แปซิฟิก ได้เผยในแผนการประชุม First ASEAN Electric & Hybrid Vehicle Summitเมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ว่า Nissan Motor กำลังสางแผนนำ Nissan Note e-Power เข้าสู่ตลาดอาเซียนSanada ไม่ได้ระบุว่า Nissan Note e-Power จะเตรียมรุกตลาดอาเซียนเมื่อไหร่ขณะที่ Ramesh Narasimhan ผู้บริหาร Nissan ฟิลิปปินส์ ยังไม่สามารถระบุราคาจำหน่ายได้ชัดเจนทั้งนี้ราคาจะขึ้นอยู่กับรัฐบาลฟิลิปินส์สนับสนุนAdvertisingมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ รหัส HR12DE ขนาด 1.2 ลิตร 1,198 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 78.0 x 83.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 12.0 : 1 กำลังสูงสุด 79 แรงม้า ที่ 5,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที ทำหน้าที่ปั่นไฟไปเก็บยังแบตเตอรี่ (เครื่องยนต์ไม่มีหน้าที่ขับเคลื่อนส่งพละกำลังลงสู่ล้อ)เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้า EM57 High Power ที่สร้างพละกำลังสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 3,008 – 10,000 รอบ/นาทีแรงบิดสูงสุด 254 นิวตันเมตร ที่ 0 – 3,008 รอบ/นาที  ทำให้มีอัตราสิ้นเปลือง 37.2 กิโลเมตรต่อลิตร

ฮอนด้า แอคคอร์ค 2018

ฮอนด้า แอคคอร์ค 2018 ใหม่ นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 10 ในตลาดโลก โดยมีการปรับดีไซน์ไปในแนวทางเดียวกับ Honda Civic โฉมปัจจุบัน ด้วยการปรับความสูงตัวถังลง 15 มิลลิเมตร เพิ่มความกว้างขึ้น 10 มิลลิเมตร เพิ่มความยาวฐานล้อขึ้นอีก 55 มิลลิเมตร รวมถึงการปรับตำแหน่งเบาะนั่งคู่หน้าให้ต่ำลง 25 มิลลิเมตร และคู่หลัง 20 มิลลิเมตร เพื่อลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลงกว่ารุ่นที่แล้วดีไซน์ภายนอกของ Accord 2018 ใหม่ นับเป็นการพลิกโฉมไปจากเดิมอย่างชัดเจน ด้วยไฟหน้าแบบ Full-LED ที่ประกอบด้วยหลอดแอลอีดีจำนวน 9 หลอดในแต่ละข้าง รับกับกระจังหน้าโครเมียมและช่องดักลมขนาดใหญ่บริเวณกันชน ด้านข้างออกแบบให้ตัวถังดูเพรียวมากขึ้น เส้นสายดูเฉียบคม เพิ่มกระจกโอเปร่าคู่หลังช่วยทำให้รถดูยาวมากขึ้น ขณะที่ไฟท้ายแบบ LED ถูกออกแบบให้เป็นรูปตัว C ดีไซน์แปลกตาจากรุ่นที่แล้ว พร้อมท่อไอเสียแบบคู่

ภายในห้องโดยสารของ แอคคอร์ด 2018 ใหม่ เน้นความหรูหราและเพิ่มฟังก์ชั่นมากขึ้น เบาะนั่งออกแบบให้มีช่วงไหล่ที่หนาขึ้นเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสาร สามารถปรับไฟฟ้า 12 ทิศทางฝั่งผู้ขับขี่ พร้อมระบบดันหลังปรับสูง-ต่ำได้ รวมถึงเพิ่มระบบอุ่นเบาะนั่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลังมาให้Honda Accord 2018 ติดตั้งระบบอินโฟเทนเม้นท์หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมระดับเสียงและเปลี่ยนคลื่นวิทยุแบบหมุน รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ได้ รองรับระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย, NFC, Wi-Fi ผ่านระบบ 4G LTE, รองรับการอัพเดทซอฟท์แวร์ผ่าน Wi-Fi โดยเวอร์ชั่นที่วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ยังมาพร้อมระบบ Honda Link ที่สามารถใช้งานระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน, ระบบล็อค/ปลดล็อคและสตาร์ทเครื่องยนต์จากระยะไกล, ระบบติดตามรถหาย, ระบบตรวจจับความเร็ว เป็นต้น

ฮอนด้า ซิตี้ไฮบริด

ล่าสุดฮอดด้าค่ายรถดังยอดฮิตในประเทศไทยได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุดโดยเปิดตัวที่ประเทศมาเลเซียเพื่อตีตลาดมาเลเซียด้วยรถที่มีนวัฒกรรมใหม่เทคโนโลยีขั้นสูงจนทำให้ใครหลายคนอยากจับจอง Honda City Hybrid 2017 ใหม่ล่าสุดถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันประเทศมาเลเซียเป็นเพียงตลาดเดียวนอกเหนือจากญี่ปุ่นที่มี Honda City เวอร์ชั่นไฮบริดวางจำหน่าย ในญี่ปุ่นใช้ชื่อ Honda Grace ไม่เพียงเท่านั้น แม้กระทั่ง Jazz Hybrid ก็ถูกวางจำหน่ายในประเทศมาเลเซียด้วยเช่นกัน  ฮอนด้า ซิตี้ ไฮบริด 2017 ถูกติดตั้งขุมพลัง Sport Hybrid i-DCD ทำงานคู่กันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุดรวมทั้งระบบ 137 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 170 นิวตัน-เมตร เทียบเท่าเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ 7 สปีด 7-Speed Dual Clutch Transmission ให้อัตราสิ้นเปลือง 25.6 กม./ลิตร ติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน ภายในห้องโดยสารติดตั้งหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ 3D Meter Design สำหรับรุ่นไฮบริดโดยเฉพาะ สามารถแสดงข้อมูลการไหวเวียนระบบไฮบริด, มาตรวัดแบบสปอร์ต, อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เป็นต้น ติดตั้งคันเกียร์ไฟฟ้า Shift By Wire พร้อมโหมด Sport มาให้   บริเวณคอนโซลกลางถูกติดตั้งเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว, แผงควบคุมระบบปรับอากาศแบบสัมผัส, ห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายขนาด 536 ลิตร ภายนอกถูกติดตั้งไฟหน้าพร้อม Daytime Running Light แบบ LED, ไฟท้ายแบบ LED และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ราคาจำหน่าย Honda City Hybrid 2017 ใหม่ อยู่ที่ 89,200 ริงกิต หรือราว 697,000 บาท ขณะที่รุ่นท็อปตัวเบนซินอยู่ที่ 89,240 ริงกิต ทำให้รุ่นไฮบริดถูกกว่าประมาณ 40 ริงกิต หรือราว 30 บาท

โตโยต้า Aygo

มาใหม่อีกแล้วสำหรับค่าย โตโยต้าที่ได้เปิดตัวอย่างไม่ต้องสงสัยถึงการคลอดลูกใหม่มาถ่ายออกสู่ตลาดเพื่อเอาใจลู้ค้าทั้งหลายอีกแล้วสำหรับ เจ้า Aygo famiryที่ทางแบรนด์ดังจากญี่ปุ่นเจาะตลาดครอบครัวเพื่อเพิ่มยอดขายในตลาดเป้าหมายใหม่นี้ซึ่งราคาก็ถือว่าสุดคุ้มจริงๆพร้อมออฟชั่นที่ทันสมัยToyota แบรนด์รถชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นนั้นล่าสุดได้เปิดตัวรถขนาดเล็กแบบ Aygo family ในโฉมแบบ X-Cite ออกมาแล้วในรูปแบบพิเศษ Special Edition ซึ่งจะมาพร้อมกับราคาเปิดตัวและการเริ่มต้นขายในประเทศสหราชอาณาจักร ประเทศอังกฤษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว สำหรับการเปิดตัวรถขนาดเล็กนั้นทางทีมงานของ Toyota เองนั้นก็ได้เปิดตัวรถแบบ 5 ประตูของพวกเขาในหลายๆเวอร์ชั่นด้วยกัน เช่น รถแบบธรรมดา manual version ที่ราคาเริ่มต้นทั้งสิ้น 12,520 ปอนด์ ประมาณ 15,944 ดอลล่าร์สหรัฐ และรุ่นแบบเกียร์อัตโนมัติ ที่ราคา 13,220 ปอนด์ ประมาณ 16,836 ดอลล่าร์สำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ตัวรถนั้นรถทั้งคู่จะใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ทั้งสิ้น 1.0 ลิตรแบบ 3 สูบให้กำลังมากถึง 69 แรงม้า ส่วนสีภายนอกนั้นจะมีสีแบบ Red Pop แดงป๊อป ทางด้านภายนอก และสีดำในบริเวณหลังคาแบบใหม่ พร้อมกับกันชนและล้อแม็กซ์ขนาดใหญ่ 15 นิ้วทั้งด้านหน้าและด้านหลังของตัวรถปิดท้ายด้วยการตกแต่งภายในหลายๆ ส่วน เช่น ระบบปรับอากาศแบบ 2 ทิศทาง Automatic Conditionระบบสัมผัสแบบ X-Touch multimedia system พร้อมหน้าจอขนาด 7 นิ้ว และปิดท้ายด้วยอุปกรณ์อื่นๆ เช่น ไฟตัดหมอกของตัวรถ, กระจกกันกระสุน, ไฟหน้าแบบอัตโนมัติและปิดท้ายด้วยกล้องมองหลัง

แลมโบกินี่ เซสโต เอเลเมนโต (Lamborghini Sesto Elemento)

แลมโบกินี่ เซสโต เอเลเมนโต (Lamborghini Sesto Elemento) ถือเป็นรถยนต์อีกยี่ห้อหนึ่งนะครับที่มีราคามากถึง 70 ล้านบาทกันเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เปิดตัว แต่ก็น่าจะผลิตเพียงแค่ 20 คันเท่านั้นเอง และสามารถทำความเร็วได้มากถึง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียงแค่ 2.5 วินาทีเท่านั้น มีการขับเคลื่อนด้วยพลังแรงม้ามากถึง 570 แรงม้าด้วยกัน อย่างไรก็ตามนั้น คันนี้ก็ไม่น่าเหมาะกับการวิ่งตามท้องถนนทั่วไปเนื่องจากมีความเร็วที่สูงเกิน และอาจจะเกิดอันตรายได้เช่นกัน

  

ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ไม่ได้อนุญาติให้วิ่งตามท้องถนนนะครับเนื่องจากผิดกฎหมายจะอนุญาติเพียงแค่ในสนามแข่งรถเท่านั้นเอง แลมโบกินี่ เซสโต เอเลเมนโต (Lamborghini Sesto Elemento) ถือเป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูงมาก มีเครื่องยนตร์ที่อยู่กลางลำหลัง ขับเคลื่อนสี่ล้อด้วยกัน มีสองประตูสองที่นั่ง ผลิตโดยบริษัท อิตาลี ลัมโบร์กีนี่ โดยรุ่นนี้ก็ได้เปิดตัวไปเมื่อปี 2010 ที่ผ่านมานั่นเอง โดยผลิตออกมาแค่ 20 คันก็สามารถที่จะขายออกไปได้อย่างรวดเร็วนั่นเอง จุดเด่นของ แลมโบกินี่ เซสโต เอเลเมนโต (Lamborghini Sesto Elemento) นั้นก็น่าจะเป็นเรื่องน้ำหนักรถที่มีความเบาเป็นอย่างมาก ซึ่งเบากว่าฮอนด้าแจ๊สของบ้านเราเสียอีก แต่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด แถมยังสามารถที่จะทำความเร็วได้อย่างน่าทึ่งอีกด้วย เอาเป็นว่าถ้าใครอยากจะเป็นเจ้าของรถยนต์คันนี้นั้นก็คงต้องนั่งทำใจ ปาดน้ำตา เก็บเงินกันต่อไปนะครับเพราะคงไม่มีปัญญาที่จะซื้อรถยนต์คันนี้มาขับได้อย่างแน่นอน

แอสตั้น มาร์ติน วัน-77 (Aston Martin One-77)

  แอสตั้น มาร์ติน วัน-77 (Aston Martin One-77)ถือเป็นอีกหนึ่งรถที่หายากที่สุดของ Aston Martin เลยนะครับเพราะผลิตมาแค่ 77 คันเท่านั้นเอง โดยรถรุ่นนี้นั้นก็ผลิตมาตั้งแต่ปี 2009 ใช้ตัวถึง อลูมิเนียม ซึ่งก็สร้างอย่างพิถีพิถันเป็นอย่างมาก สามารถที่จะทำความเร็วได้สูงสุด 354 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ใครหลายๆ คนก็คงอยากจะจับตามองเอามาเป็นของตัวเองให้ได้

แอสตั้น มาร์ติน วัน-77 (Aston Martin One-77) เป็นรถนั่งประเภทหรูหราสมรรถนะสูง เป็นยนตร์หน้าลำ ขับเคลื่อนด้วย 2 ล้อง มีสองประตูเท่านั้นและมีสองที่นั่ง เปิดตัวครั้งแรกที่งานปารีส มอเตอร์ โชว์เมื่อปี 2008 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2009 ที่งาน เจนีวา มอเตอร์ โชว์นั่นเอง โดยรถยนตร์คันนี้นั้นก็ทำมาจากอะลูมิเนียมทั้งหมด เครื่องยนต์ขนาด 7.3 ลิตร ใช้ระบบเกรียร์กึ่งอัตโนมัติ ซึ่งเป็นรุ่นอีกรุ่นหนึ่งของ Aston Martin ที่มีความเร็วเป็นอย่างมากนั่นเอง โดยรุ่นนี้นั้นก็ผลิตออกมาจำหน่ายเพียงแค่ 77 คันเท่านั้น และนอกจากนี้ก็ยังถือเป็นรถที่ได้รับรางวัล การออกแบบที่ดีที่สุด  จากนิตยสาร ออโต้ เอ็กซ์เพลส ของประเทศอังกฤษ และยังมีรางวัลอีกมากที่ แอสตั้น มาร์ติน วัน-77 (Aston Martin One-77) สามารถคว้ามาได้นั่นเอง นับได้ว่าเป็นอีกรุ่นที่มีหลายๆ คนให้ความสนใจเป็นอย่างมากเลยนะครับ เนื่องจากอย่างที่บอกเป็นรถที่มีความหรูหรา มีสมรรถนะสูงมาก มีความเร็ว มีความแรง ผมเชื่อเลยว่าคงถูกอกถูกใจของใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าตอนนี้ก็คงต้องตามล่าหากันต่อไป ถึงมีเงินเยอะขนาดไหนก็คงเอามาครอบครองได้ยากเช่นกัน

ลาเฟอรารี่ (LaFerrari)

  ลาเฟอรารี่  (LaFerrari) ก็ผลิตโดยบริษัท Ferrari เป็นผู้ผลิตรถ ซูเปอร์คาร์ชื่อดังจากประเทศอิตาลี โดย ลาเฟอรารี่  (LaFerrari) นั้นก็มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 42 ล้านบาท ส่วนเครื่องยนต์นั้นก็จะเป็นระบบ Hybrid แต่ก็มีชื่อเต็มยศว่า Kinetic Energy Recovery System (KERS) ด้วยจะขับเคลื่อนด้วยพลังถึง 949 แรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุดอยู่ที่ 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว นับได้ว่าเป็นรถที่เร็วและแรงมากที่สุดของ Ferrari แต่ก็สามารถที่จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์อีกด้วยนั่นเอง

ลาเฟอรารี่  (LaFerrari) เป็นรถยนต์นั่งไฮบริดสมรรถนะสูง สามารถที่จะนั่งได้เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น โดยได้รับการออกแบบโดย นักออกแบบรถยนต์สัญชาติอิตาลีอย่าง Flavio Manzoniลาเฟอรารี่  (LaFerrari) นั้นก็ใช้เครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 6.3. ลิต มีกำลังอยู่ที่ 800 พีพี ที่สำคัญไปกว่านั้น ลาเฟอรารี่  (LaFerrari) นั้นก็เป็นรถคันแรกของเฟอร์รารี่ที่ใช้เครื่องยนต์แบบไฮบริด ที่ทำให้ปล่อยคาร์บอนไอออกไซค์เพียงค่า 330 กรัม/กม. นั่นเอง โดย ลาเฟอรารี่  (LaFerrari) ก็ผลิตออกมาเพียงแค่ 499 คันเท่านั้นโดยในราคานั้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านยูโรด้วยกัน โดยคนที่จะซื้อรถยนต์รุ่นนี้ได้นั้นก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีรถ ลาเฟอรารี่อยู่แล้ว 4 คนถึงจะได้รับสิทธิ์ในการซื้อนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นคนอย่างเราๆ ก็คงอดหวังไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับเพราะชาตินี้ก็คงไม่มีปัญญาซื้อรถยนต์คันนี้มาได้อย่างแน่นอน เอาเป็นว่าก็เพียงได้แต่ส่องเท่านั้นแหละ ยิ่งเวลามีงานมอร์เตอร์โชว์ทีไหลก็ดีใจเหมือนปลากระดี่ได้น้ำเลย

แม็คลาเรน พีวัน (McLaren P1)

  แม็คลาเรน พีวัน  (McLaren P1) ถือเป็นอีกหนึ่งรถซูเปอร์คาร์นะครับที่มีราคาอยู่ที่ประมาณ 37 ล้านบาท ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์รถรุ่นนี้นั้นจะไม่แรงเท่ากับ ลาเฟอรารี่ แต่นับได้ว่าแรงมากๆ ในระบบ Hybrid โดยรุ่นนี้นั้นก็เป็นแบรนด์มากจากประเทศอังกฤษ ผลิตโดยบริษัท McLaren Automotive นั่นเอง

แม็คลาเรน พีวัน  (McLaren P1) นั้นก็ออกบบมาให้มีกำลังถึง 903 แรงม้าคลับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 3800 ซีซี มีระบบทวินเทอร์โบ วี8 ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยกัน ถือเป็นอีกหนึ่งรถที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเลยนะครับ เนื่องจากเป็นรถระบบ Hybrid ที่ประหยัดพลังงานแต่ผมคิดว่าก็คงประหยัดได้ไม่มากเท่าไรนักเนื่องจากความเร็วนั้นก็ถือได้ว่าต้องใช้พลังงานสูงอยู่เช่นกัน โดย แม็คลาเรน พีวัน  (McLaren P1) นั้นก็มี 2 ประตู 2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัท แม็คลาเรน ออโตโมทีฟ โดยเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2012 ที่ผ่านมานั้น มีทั้งหมดอยู่ 375 คันบนโลกใบนี้  ต่อมาก็รู้สึกได้ว่าน่าจะมีการปรับปรุงอะไรสักอย่างทำให้รถรุ่นนี้ได้มาเปิดตัวใหม่อีกครั้งที่ เจนีวามอเตอร์โชว์ ซึ่งจะมีเพียง 35 คันเท่านั้นและก็จะให้จองได้เพียงแค่ 1 คนต่อ 1 คันเท่านั้นเอง นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งซูเปอร์คาร์ที่มีคนนิยมและสนใจเป็นอย่างมากนั่นเอง แต่คนอย่างเราๆ ก็คงได้แค่มองต่อไป เพราะชาตินี้ให้เก็บเงินไปซื้อก็คงยากอย่างแน่นอน สำหรับราคา แม็คลาเรน พีวัน  (McLaren P1) นั้นก็จะอยู่ที่ประมาณ 48 ล้านบาทไทย

โคนิคเส็ค ซีซีเอ็กซ์อาร์ เทรวิต้า (Koenigsegg CCXR Trevita)

  โคนิคเส็ค ซีซีเอ็กซ์อาร์ เทรวิต้า ถือเป็นอีกรถซูเปอร์คาร์ที่มีราคาแพงมาก ซึ่งมีมูลค่ามากถึง 155 ล้านบาท ทำให้รถคันนี้นั้นเป็นรถที่แพงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมาก โดย โคนิคเส็ค ซีซีเอ็กซ์อาร์ เทรวิต้า ก็ได้ผลิตโดยบริษัทจากสวีเดน ตัวถึงทำมาจากคาร์บอน-ไฟเบอร์ที่เคลือบด้วยเพชรทำให้รถคันนี้มีความหรูหราเร็วแรงน่าจับตามองมากที่สุด

โดย โคนิคเส็ค ซีซีเอ็กซ์อาร์ เทรวิต้า เป็นเรื่องที่ยากมากเลยนะครับที่จะเห็นวิ่งโลดแล่นอยู่บนท้องถนนของประเทศไทยเนื่องจากทางบริษัทก็ได้ผลิตรุ่นนี้มาเพียงแค่ 3 คันเท่านั้น ซึ่งถ้าใครโชคดีได้เห็นคันนี้วิ่งอยู่ละก็นับได้ว่าเป็นบุญตาเป็นอย่างมากนั่นเอง และคงต้องตกใจกับความเร็วของเจ้า โคนิคเส็ค ซีซีเอ็กซ์อาร์ เทรวิต้า ด้วยเพราะมันเร็วมากถึงมากที่สุด โดยคอนิกเส็กก์ ซีซีเอ็กซ์ ก็เป็นรถยนต์ประเภทที่มีสมรรถนะสูงมาก โดยเครื่องยนต์ของทุกรุ่นที่ผลิตมานั้นก็ถือได้ว่าเป็นสุดยอดของความเร็วนั่นเอง ไม่ต้องห่วงเลยนะครับว่ารถที่ผลิตออกมานั้นแทบทุกคันนับได้ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก โดยคนดังที่เราน่าจะรู้จักที่ได้ยอมควักเงินจำนวน 4.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่ได้ไปซื้อรถสปอร์ตสุดหรูคัดงามอย่าง โคนิคเส็ค ซีซีเอ็กซ์อาร์ เทรวิต้า (Koenigsegg CCXR Trevita) นั่นก็คือ Floyd Mayweather ซึ่งก็คงไม่แปลกนะครับเนื่องจากเจ้าตัวนั้นก็มีเงินมากพอที่จะซื้อได้นั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นหลายๆ คนก็คงอาจจะสงสัยว่าทำไม โคนิคเส็ค ซีซีเอ็กซ์อาร์ เทรวิต้า ถึงได้มีราคาแพงเป็นอย่างมากก็ตอบได้ง่ายๆ เลยนะครับเพราะรถยนต์คันนี้มีเพียงแค่ 3 คันในโลก มีความหรูความสวยงามและทนทานปลอดภัยมากนั่นเอง สามารถที่จะทำความเร็วได้มากถึง 410 กิโลเมตรต่อชั่วโมง